ยก 2 มือขึ้นประนมมือ ทำใจให้สงบ เย็นสบาย ปล่อยกาย ปล่อยใจ ไม่ต้องเก๊กใดๆ ทั้งสิ้น...

กล่าวสวัสดีครับ...ผมกลับมาแล้วครับ!! หลังจากไปบวชเป็นพระเกือบครึ่งปี...
ตอนนี้ก็ได้ชื่อนำหน้าว่า "อ้ายทิด" เสียแล้ว...

 อ้ายทิด...ไอ้ทิด...ชั่งเถอะครับ เรียกชื่อผมตามปกติก็ได้ ไม่ต้องเพิ่มคำนำแล้วให้ดูสวยหรูแต่ประการใด...

เชิญเข้าสู่กระแสธรรม กระแสบุญ ณ บัดนี้...ซึ่งก็เป็นการบอกเล่าจากประสบการณ์ต่างๆ ระหว่างที่บวชจนกระทั่งสึกออกมานั่นเองครับ...(ยาวแน่ๆ...ไม่อ่านไม่เม้มไม่ว่าอย่ามาเกรียนล่ะกัน)

*เนื้อหาในนี้ไม่เกี่ยวข้องกับวัดใด พระรูปใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดา คำพูดบางคำอาจมีแต่งเติมบ้าง แต่ก็พยายามคงคำเดิมๆ ไว้ให้มากที่สุด เพราะเวลานานมาก คนเขียนก็มีลืมนิดหน่อย...แต่ก็คงเค้าความเดิม*

======================================================

ช่วงแรก...ก่อนเป็นพระ...

อย่างแรกเลยเตรียมความพร้อมให้พร้อม ทั้งกายและใจ ไม่งั้นไม่ได้บุญ หลวงปู่เทศว่า

"ใจไม่เป็นพระ ถึงบวชไปก็ไม่เป็นพระ ก่อนบวชก็ต้องมีการฝึกข้อวัตรปฏิบัติ สวดมนต์ ไหว้พระ นี่ถึงจะเรียกว่าพระที่พร้อม ไม่ใช่ว่าเป็นนายไม่พร้อมมา บวชไปก็เป็นพระที่ยังไม่พร้อม..."

"บวชก็จะบวชเดือนเดียว 3 เดือน ไหนจะไอ้ที่บวช 7 วัน 15 วันอีก ไปๆ มาๆ บ้านเมืองก็เต็มไปด้วยไอ้ทิด ไหนจะสารพัดเรื่องที่ไอ้ทิดออกไปทำอีกล่ะ บวช 10 ปี มันจะตายรึ..."

ตัวผมเองที่มีชื่อใหม่เรียกกันในวัดว่า "ผ้าขาว" ก็นั่งฟังเทศของหลวงปู่ในวัตรเย็นกลางดึกนั้นเอง...ท่านสอนในเราตั้งจิตตั้งใจในการที่จะมาบวชในพระพุทธศาสนานั้นเอง สอนให้รู้จักการพิจารณา ผมก็นั่งสมาธิฟังแต่โดนดีพร้อมกับคนที่มานั่งสมาธิในวัดนัดสิบคน (แน่ผมขอพรรษาเดียวนะครับ >_<)

ท่านก็หันไปบอกพระอาจารย์ที่ดูแลวัด(สมภาร) ว่าพร้อมแล้วก็พาไปบวชได้...

(รวมเวลาก็ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค 52-29 มิ.ย 52 รวม 56 วัน เป็นผ้าขาว)

ฉายาที่ได้คือ "ภทฺทวีโล(ภัททวีโล)" แปลว่า ผู้กล้าที่มีความเจริญ (มาจากชื่อและนามสกุลรวมกัน)

บวชวันที่ 29 มิ.ย 52 เวลา 13.00 น. วัดในตัวเมืองกลางจังหวัดจันทบุรีนั้นเอง...

ผมไม่ได้บวชคนเดียวแต่มีผู้อาวุโสอีก 1 ร่วมบวชด้วย อายุมากแล้ว รวยแล้ว ก็ทิ้งทุกอย่างให้ลูกเมียแล้วมาบวชตลอดชีวิต ก็สาธุการด้วย...

ข้อแนะนำ : ก่อนบวชนี่ถ้าเป็นไปได้ให้ร่วมญาติพี่น้องมานั่งร่วมกัน แล้วให้เราผ้าขาวนั้นนั่งตรงกลาง หรือด้านหน้าพวกเขากล่าวคำขออโหสิกรรมทั้งหมดที่เราทำมาในครั้งเป็นคฤหัส ก่อนจะบวชพระ การขออโหสิกรรม จะสมบูรณ์ต้องขอซึ่งกันและกัน คือ เราขอเขา และเขาขอเรา นั่นเอง เพียงเท่านี้ญาติพี่น้องของเราก็เตรียมรับบุญที่เราจะทำต่อไปได้อย่างเต็มที่ครับ...สาธุ

ก่อนเข้าโบสถ์...ก็มีการแห่อนุโมธนาบุญซะ 3 รอบ มาขอขมาใบสีมา โยนทาน ก่อนจะโดนญาติอุ้มขี่คอ ขึ้นไปตีประตูโบสถ์

"หาๆ ยกทำไมเรอะ...อะไรนะ ตีขอบประตู 3 ที" ...

ตีทำไม...!! ถ้าหลวงปู่มาในงานด้วย สงสัยโดนเทศชุดใหญ่ทั้งผ้าขาวทั้งโยมแน่ๆ...อืม

การจะบวชต้องสำรวมกาย วาจา ใจ แล้วเดินไปนั่งเฉยๆ ทำสมาธิก่อนบวชถึงจะควรที่สุด สรุปที่ทำกันมาจะเรียกว่าประเพณีที่ไม่รู้อะไรเลย ทำตามจนกลายเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสียแล้ว ไม่มีความสงบเรียบร้อย ผ้าขาวใจเตลิดหมดหมด ท่องขานนาคมาจะลืมหมด

โชคดีผมไม่ตื่นเต้น ท่องอย่างไม่ติดขัดอะไร ใช้เวลาบวช ประมาณชั่วโมงครึ่งแล้วเสร็จก็กลับวัด พร้อมพระที่บวชด้วยกัน วัดที่ผมอยู่ในหมู่บ้านติดเนินเขา มีพระรวมพรรษาปีนี้ 10 รูป อยู่ลึกมากแต่สถานที่เงียบสงบและสวยงาม

และกุฏิ(ที่พัก) ผมก็อยู่ในชายป่านั่นเอง

=============================================

ช่วงบุญ...เป็นพระ

การเป็นพระก็จะแตกต่างจากคฤหัสออกไป...

การพูดการจาต้องต่างออกไป ใช้ "ผม" แทนตัวเวลา พูดกับพระด้วยกัน เวลาพูดกะโยมก็ใช้ "อาตมา" หรือ "ครูบา" แล้วตามชื่อตัวของเราลงไป...(สำหรับผมใช้ "ครูบา") 

อา...ใช่แล้วตอนนี้เราเป็น "ครูบา...." ซะแล้ว...แต่อย่างเราจะไปสอนใครได้ พึ่งบวชใหม่ เพราะฉะนั้น ผมเลยไม่พูดกะใครซะก็สิ้นเรื่อง ขอปลีกวิเวก ปฏิบัติดีกว่า เพราะหลวงปู่ท่านสอนมาอย่างงั้น

แต่ละวันทำอะไรบ้าง

ตี 1.40 น. ตื่นนอน นุ่งซ้อนสบงครอง เก็บที่นอน มุ้งกรด ปัดกวาดพื้นกุฏิ แล้วมาศาลา
ตี 1.50 น. - 2.15 น. เริ่มทำข้อวัตรศาลา เรือนครัวข้างศาลา (แล้วพระรูปอื่นไปไหนว้า...ทำคนเดียว ช่วงแรกๆ มีครูบาพรรษา 9 อีกท่านมาทำประจำ ช่วงหลังก็หายเงียบไป...ไม่เป็นไรทำคนเดียวได้ ให้ท่านพักผ่อนตามสบาย) กวาดศาลา เช็ดพื้น ปูอาสนะ จัดบาตรให้เรียบร้อย
ตี 3.00 น. ก็ตีระฆัง แก๊ง...แก๊ง...แก๊ง...แก๊ง..แก๊ง.แก๊ง.แก๊งแก๊งแก๊งแก๊ง แบบนี้ 2 รอบ เรียกว่า 2 ลานั้นเอง (ตี 3 รอบก็ได้เรียก 3 ลา แต่มันยาวจัด 2 รอบพอ )
ตี 3.30 น.ทำวัตรเช้าสวดมนต์
ตี 4.00 น. นั่งสมาธิ บางครั้งก็มีโยมมานั่งด้วย
ตี 5.00 น. เลิกนั่งสมาธิ เตรียมบิณฑบาตร ตามสายของตนเอง วัดนี้มี 4 สาย(ช่วงหลังสายผมเดินรูปเดียว)
6.30 น. กลับจากบิณฑบาตร จัดอาหารให้พอดีที่ตนจะฉัน (วัดนี้ฉันในบาตร)
7.15 น. เริ่มฉัน
7.45 น. ทำความสะอาดโรงฉัน เสร็จก็แยกย้ายเก็บบาตรกลับกุฏิแล้วทำความเพียรของตัวเอง เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกลม พักผ่อน(จำวัดนั่นเอง แต่อย่านอนมาก เดินจงกลมให้เยอะนั่นแหละดี)
บ่าย 2.30 น. ฉันน้ำร้อน น้ำปานะ(น้ำคั้นผลไม้นั่นเอง และไม่มีกาก ต้องกรองก่อน 16-32 ชั้นผ้ากรอง ฉันได้วันเดียว) ประเภทพวกนม มีส่วนผสมนม ครีม ฉันไม่ได้ ต้องฉันก่อนเที่ยงเท่านั้น ญาติโยมจะถวายของกินน้ำต่างๆ ก็รู้กันหน่อยนะครับ ดูฉลากไว้
บ่าย 3.00 น. ทำข้อวัตรเย็นกวาดใบไม้ตีตาด กวาดเช็ดถูศาลา ล้างห้องน้ำให้สะอาด (ใบไม้เยอะตีตาดยันมืดทุกวัน...)
เย็น 6.00 น. สรงน้ำ(อาบน้ำนั่นแหละ) แล้วผมก็มาจัดอาสนะ เตรียมทำวัตรเย็น
ทุ่ม 7.00 น. ตีระฆัง
ทุ่ม 7.30 น. เริ่มทำวัตรเย็น
ทุ่ม 8.00 น. นั่งสมาธิ ช่วงนี้ก็อาจจะมีโยมมานั่งด้วยเหมือนกัน แต่จะเยอะในวันพระ
ทุ่ม 11.00 น. เลิกนั่งสมาธิ (แต่ผมกลับกุฏิก่อนนานแล้ว ชอบนั่งที่กุฏิมากกว่า จะนั่งหลับก็ไม่มีใครมามอง หุหุ ง่วงก็นอนเลย เหอๆ ไม่ก็เดินจงกลมมันในป่านั้นแหละ)

หมดไปแล้ว ใน 1 วันๆ (โชคดีที่ ที่นี่ไม่ได้รับกิจนิมนต์ ทำให้มีเวลาทำสมาธิอย่างเต็มที่...)

ระหว่างพรรษาก็เจอเรื่องต่างๆ มากมาย ได้ข้อคิด ได้ธรรม ได้รู้ได้เห็นในหลายๆ เรื่องเยอะมาก เรียกได้ว่ากำไรชีวิตเลยก็ว่าได้...จะยกมีให้ข้อคิดบางเรื่องที่ผมนึกออกแล้วกัน...

1. ธรรมในตัวเอง ไม่ต้องหาอ่านที่ไหน สามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง
ช่วงวันแรกๆ ผมก็ขยัน ว่างก็ไปนั่งอ่านหนังสือธรรมมะในตู้ที่ศาลา อ่านไปอ่านมา ก็ขี้เกียจอ่าน เลยหัดมานั่งสมาธิ เดินจงกลมที่กุฏิดีกว่า เมื่อใจสงบ มีสมาธิ ความรู้รึปัญญาจะมาเอง ผมรู้หลายเรื่องบนทางจงกลมนี่เอง (แปลกนี่เนอะ) หลังจากผ่านไปหลายวัน กลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง ปรากฏว่าหลายเรื่องที่พระระดับครูบาอาจารย์ท่านสอนตรงกับที่ผมรู้ (ทั้งๆ ที่ไม่ได้อ่านหรือว่าผ่านตา ได้ยินมาก่อน)

เลยไปถามหลวงตา หลวงตาว่านั้นแหละ "ตัวรู้(พุทโธ)" ธรรมอยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ต้องไปหาอ่านที่ไหน ขนาดคนไปวัดไปวาฟังเทศฟังธรรมมากมายยังจำไม่ได้เลย แต่ธรรมที่เกิดจากเราเอง รู้เองนี่แหละจำแม่นนักแล...สาธุ

2. มองตนเอง แก้ไขตนเอง อย่ามุ่งแก้ไขคนอื่น หรือตัดสินว่าใครถูกใครผิด ด้วยการปรุงแต่งของตนเอง
หลังจากปฏิบัติก็สังเกตุ ว่าทำไม จิตมันวุ่นมันวายไปหมด ไม่สงบ ไม่เป็นสมาธิ เดี๋ยวมันก็คิดนั่น คิดนี่ไปเรื่อย เลยมองตัวเอง แล้ววิเคราะห์ว่ามันคิดเรื่องอะไรของมัน...

ผมก็ถึงบางอ้อเลยทีเดียว...อ้อ มันคิดแต่เรื่องคนนั่น คนนี้ เป็นอย่างงั้น เป็นอย่างงี้ เดี๋ยวคนนั่นคนนี้มาเกี่ยว คิดไปเรื่อย ทำไมคนนั้นคนนี้เป็นอย่างงั้นเป็นอย่างงี้ สงสัยเขาจะเป็นงั้นเป็นงี้แน่ๆ ให้สังขาร(การปรุงแต่ง)ปรุงไปเรื่อยแต่งไปเรื่อย...สุดท้ายก็จบที่ว่าเขาผิด แล้วเราก็ถูกเสมอ

เหตุนี้นี่เองมนุษย์ทุกคนมักโทษคนอื่นเสมอๆ และคิดว่าตนเองถูกเสมอ เป็นความจริง แล้วทำไมเราถึงไม่เคยมองตนเองก่อนมั้งเลยว่า ตัวเรานั่นปฎิบัติดีแล้ว มีศีลแล้ว ควรแล้วหรือไม่...

พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ใครต้องไปสวรรค์ไปนรก แต่ "กรรม(การกระทำ)" ต่างหากถึงผู้ตัดสิน การกระทำของเราทั้งนั้น ซึ่งสรุปเลยว่าไม่ได้เป็นกรรมของคนอื่นเลย ตัวเองล้วนๆ

บทสวดมนต์ก็บอกอยู่ทุกวัตรเช้าวัตรเย็น "กรรมเป็นแดนเกิด กรรมเป็นผู้ให้ผล กรรมเป็นผู้ติดตาม เราทำกรรมใดไว้ เราจะต้องได้รับผลกรรมนั้น"

กรรมไม่ได้แปลว่า "กระทำสิ่งที่ไม่ดี" เพียงอย่างเดียว เพราะคนส่วนมากเข้าใจอย่างงั้น แต่กรรมรวมถึง "กระทำดี" และ "กระทำชั่ว" ก็ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย 

ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำชั่วมีดีถมไป เพราะกรรมดีที่เขาทำมาก่อนในชาตินี้ ชาติที่แล้วยังส่งผลอยู่ เมื่อหมดกรรมดี กรรมชั่วก็จะตามมานั่นเอง...

เพราะฉะนั้น ผมก็ได้รู้ได้เห็นด้วยตนเอง พิจารณาด้วยตัวเอง เข้าใจควรแล้ว เราก็ไม่ต้องไปตัดสินใครทั้งสิ้น การไม่คิด คิดให้เป็น ทำให้ใจเบิกบาน เบาสบายอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว อ่อ...หลักการมันง่ายจริงๆ...

(ส่วนจิตมันจะคิดเรื่องอื่น เล่นงาน เรื่องเที่ยว เรื่องนานาสาะ ถ้ามันเกิดก็พึ่งพิจารณา ถ้ามีประโยนช์ก็ดูได้ ไม่มีประโยนช์ก็เลิกเสีย คิดมากแล้วก็เป็นทุกข์นั่นเอง...)

เราต้องเป็นผู้ใช้ความคิด(จิต) ไม่ใช่ให้ความคิดมาใช้เรา อย่าหลงไปตามจิตที่คิด เราต้องเป็นผู้มองและไม่ใช่ผู้บังคับ ถ้าชนะได้ นี่แหละผู้ชนะที่แท้จริง

3. เมื่อการกำหนดสมาธิด้วย"พุทโธ" มันหนักไป ก็วางมันเสีย
อันนี้ผมได้จากการนั่งสมาธิ แล้วมันชอบนั่งหลับ หลวงตาก็บอกว่าระวังติดนั่งหลับนะ ไอ้เราก็พยายาม "พุทโธๆ" ตามลมหายใจเข้าออก แล้วทำไมมันหลับทุกที แถมเวลานั่งกำหนดแล้วมันตึงๆ เก๊กๆ ไงก็ไม่รู้

ผมเลยนั่งนึกสมัยที่นั่งเขียนงานเขียนการ์ตูน เราก็แค่หายใจเฉยๆ ก็ยังเป็นสมาธินี่น่า...เลยเลิกบริกรรม "พุทโธ" แต่ไม่ได้ทิ้ง เอาวางไว้เมื่อต้องการใช้จะเอามาใช้

เพียงแค่ดูลมหายใจเข้าออก สั้นบ้าง ยาวบ้าง หยุดบ้าง ทำให้เหมือนกับเรานั่งมองกายมันขยับไปมา แต่ไม่ได้บังคับจิตให้มีกำหนดการหายใจของกาย ปล่อยทุกอย่างสิ้น จิตก็จะวิ่งไปวิ่งก็เรื่องของมัน เดี๋ยวจิตก็คิดบ้าง รู้สึกกายบ้าง สงบบ้าง...ทำให้ผมรู้และเห็นว่า กายและจิตนั่นไม่ใช่ของเรา...หลักการมันแค่นี้เอง

เราต้องเป็นผู้นั่งมองนั่งดูการแสดงละครของกายและใจ ไม่ใช่และอย่าเป็นผู้กับกำการแสดงหรือว่าเป็นผู้แสดงของกายและใจ หน้าที่ของเราเพียงมองมันและรู้ให้ทันมันเท่านั่น นี่แหละเรียกว่า "มีสติ"

ผมเลยเอาไปเล่าให้หลวงตาฟังว่าผมพิจารณาอย่างงี้ๆ ได้ผลแบบนี้ๆ หลวงตากล่าวชม "ใช่แล้ว..." และบอกต่อว่า รู้ไวมาก แสดงว่าของเก่ามาเยอะมาก (ของเก่า = บารมีบุญที่สะสมจากชาติที่ผ่านๆมา) ครูบาที่ท่านที่ผมคุยด้วยบ่อยๆ ก็ว่า พรรษาเดียวได้รู้ขนาดนี้หายาก ยิ่งกว่าพระพรรษามากแต่ไม่รู้อะไรเลยเสียอีก....

แค่รู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้บุญแล้ว

 4. เมื่อพรสวรรค์ไ่ม่มีในโลก เพราะสวรรค์ไม่ได้ให้อะไรมา...
วันหนึง เรื่องของพรสวรรค์ก็ผุดขึ้นมาให้พิจารณา เพราะผมเปลี่ยนมามองตัวเองเสมอ...

เอ๋...ทำไมเราวาดรูปได้ดี และมีการพัฒนาอยู่เสมอ...เพราะเหตุใดกันน้อ...

 เพราะ...!! ดวงจิตนี้มีการพัฒนานั่นเอง จากที่ผ่านมาหลายๆ ชาติ กี่ชาติกี่ภพก็ไม่รู้ ชาติแรกๆ เราคงวาดรูปห่วย แต่ยังไม่สมหวัง ดันตายก่อน แต่จิตยังหวัง ยังไม่อิ่ม ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีความอยากตัณหา ก็เลยกลับมาเกิดใหม่ คนใหม่ แต่ดวงจิตเดิม ก็ยังต้องการวาดรูปอยู่เลยฝึกๆ ดันตายก่อนอีก...ก็เวียนไปเรื่อยๆ ฝึกฝนเพิ่มเติมจากชาติที่แล้วๆ มา สะสมมาเรื่อยๆ มาชาติปัจจุบันแทบไม่ต้องเรียนไม่ต้องฝึกมากก็สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว!!

เป็นเหตุที่ทำไมบางคนทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ฝึกไม่ได้หัดมาก ก็เป็นเหตุผลนี้นี่เอง...

เพราะดวงจิตนั้นเป็นเส้นใยเดินทางมาตลอด มีเส้นทางของมันเอง ทำให้ผมเข้าใจทันทีว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงสามารถระลึกชาติได้อย่างไม่ต้องสงสัย ท่านสืบไปตามเส้นสายของดวงจิตที่ท่านได้เดินทางผ่านมาหลายชาติแล้วนั้นเอง อย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน และเหตุที่ท่านถึงพระนิพพานไม่มีการเกิดอีก เพราะท่านเป็นผู้ที่ปัญญาเลิศพอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ก็หมดความอยากตัณหา หยุดเกิด หยุดภพ หยุดชาตินั้นเอง...

ผมเลยมั่นใจ ดวงจิตทุกดวงสามารถไปถึงพระนิพพานได้ หากมีการพัฒนาอย่างมุ่งมั่น และจริงจัง แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นได้ (แต่กี่ชาติไม่รู้นะ เหอๆ

เพราะฉะนั้นจงเร่งพัฒนาตนเองเถิดแล้วจะเกิดผลที่สำเร็จเอง แค่มีศิลปะ(วิชาความรู้)ที่เชี่ยวชาญ เพียงนิดก็ไม่อดตาย

สวรรค์ไม่ได้ให้อะไรมา แต่เป็นดวงจิตที่ผ่านการพัฒนามานับภพนับชาติแล้วนั่นเอง

ไปเล่าให้หลวงตาฟัง หลวงตาบอก "ใช่เลย ใช่แล้วๆ ของเก่ามาเยอะจริงๆ ครูบา!! ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย"

5. ปัญหาชีวิตที่มาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องเคลียด ยกมันขึ้นแล้ววางมันลง มันก็แค่เกี่ยวเฉยๆ แค่นั้นเอง
ครูบาอีกท่าน 2 พรรษาต้องสึกออกไปในปีนี้เพราะมีปัญหาทางบ้านและครอบครัว (รูปนี้ผมก็คุยด้วยบ่อยๆ)

"ครูบา...ปัญหาผมมันมาเกี่ยวข้องเยอะเหลือเกิน..."

ผมไม่ได้ตอบอะไรแต่ไปพิจารณาอยู่ อีกวันสองวันผมเลยบอกไปว่า 

"ครูบาครับ...ปัญหาที่มันมาเกี่ยวข้อง มันไม่ยากเลย ครูบาแค่หยิบมันขึ้นแล้วก็วางลง ก็แค่นั้นเอง"

หมายถึง ปัญหามันก็เหมือนตะขอที่เกี่ยวเรายึดเราไว้เฉยๆ มันไมไ่ด้มัดไม่ได้ผูกแน่นเลย เราก็หยิบตะขอออกแล้วดูแล้วมอง แล้วก็วางมันลง ปัญหาก็จบทันที ไม่ต้องไปคิดมาก ปลดหมดก็อิสระ เบาสบาย

เราไม่ใช่หน้าที่ต้องมานั่งเคลียดนั่งกลุ้ม อย่าเอาจิตไปผูกไปมัดปัญหาให้พันกันยุ่งไปหมด แทนที่จะแก้ได้ยิ่งพันแก้ไม่ออก

แต่การที่เราจะมีกำลังยกตะขออันหนักนี้ก็ต้องอาศัย สติปัญญาที่เกิดจากการรักษาศีล สมาธิ และปัญญานั้นเอง

ตะขอหรือปัญหามันก็มีหลายแบบ ไม่ว่าจะตะขอร้อนไฟแดงจ้า(ปัญหาเร่งด่วน) ตะขอใหม่ชุบน้ำมัน(ปัญหาที่เกิดใหม่) ตะขอสนิม(ปัญหาเก่า) แล้วเราควรหยิบตะขออันไหนออกไปก่อนล่ะ...ก็ลองเอาไปคิดกันดู...

6. ลมไม่สงบ กวาดไงก็ไม่เรียบ
อันนี้เกิดตอน กวาดใบไม้ตีตาดในวัด ลมแรงมาก ฝนอีก กวาดเสร็จใบไม้กลับร่วงมาเท่าเดิม รึยิ่งกว่าเดิมอีก เล่นเอาเหนื่อยกันทั้งวัดเลยทีเดียว

"อ่อ...ก็ลมมันไม่สงบ กวาดไงก็ไม่เรียบ" ผุดขึ้นมาเองอีกแล้ว...มาให้พิจารณาอีกแล้ว

ลมไม่สงบ หมายถึงลม 2 อย่าง ลมกาย และลมใจ

ลมกายก็คือลมที่หายใจเข้าหายใจออก หากไม่สงบไม่ปกติ ก็ทำสมาธิได้ยาก ปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาก็แก้ไม่ได้ 

ลมใจก็คือ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกิดแล้วก็หายไป เกิดแล้วก็หายไป เป็นแบบนี้ตลอดทำให้สมาธิทำได้ยาก ปัญญาไม่เกิด ก็ทำให้จัดการปัญหาต่างๆ ไม่ได้เช่นกัน

ผมก็เอาไปเล่าให้หลวงตาฟัง หลวงตาก็บอกว่าครูบาอาจารย์ก็สอนมาอย่างงั้นเหมือนกัน...(อ้าว...ผมไม่เคยได้ยินได้ฟังได้อ่านจากไหนเลย ทำไมเราถึงรู้ได้ แปลกจริงน้อ สาธุๆ)

7. ปริศนาดงหญ้าคา
วันหนึ่งมีโยมผู้ชายมาขออยู่วัดปฏิบัติธรรม 7 วัน โดยบอกว่าจะเอารถไปทิ้งไว้ แล้วจะเช่ารถเข้ามาใหม่ ผมก็งงนั่นไม่ใช่รถตนเองหรือ

แล้วเขาก็มา จากที่ผมสังเกตุเขาอมทุกข์มาก มีปัญหา ต้องการที่พึ่ง ต้องการความสงบ เลยมาวัด

2-3 วันต่อมา ผมนั่งอ่านหนังสือบนศาลา ชายคนนั้นก็นั่งสมาธิอยู่ในศาลา อ่านไปได้ซักพัก มีโยมผู้หญิงมาไหว้ผมบอก

"มาตามพี่เขา เขาหนีมา..." ผมก็งงเลย "หือ...โยมรอนี้นะ..." ผมเลยเดินไปตามหลวงตาที่เจรจาแทน เหอๆ (เราแก้ปัญหาชาวบ้านไม่ได้แน่ๆ) ผมก็ไปได้ยุ่งอะไรกับเรื่องของเขาเดินออกมาเจอหลวงตาอีกรูป ท่านก็คุยด้วย

แล้วผมก็ถามว่า "ถ้าเขาหนีปัญหามาแบบนี้...ด้วยใจที่ไม่สงบ หนีมาเจอทางตันไปหมดแล้วจะเป็นไง"

หลวงตาว่า "ก็ทะลุขึ้นบนเดินอยู่ข้างถนนนั้นแหละ..."(เป็นบ้านั่นเอง...)

เมื่อเรื่องจบ มันก็ผุดมาอีกแล้ว(ผุดเยอะจัด)...

ถ้าจะเปรียบว่าปัญหาทั้งหมดในชีวิตเป็นหญ้าคาที่รกขึ้นอยู่รอบคนๆหนึ่งไว้ เป็นทุ่งหญ้าคาสุดลูกหูลูกตาไม่มีทางแม้แต่น้อย

หญ้าคาเป็นหญ้าคาที่มีใบคมกริบเหมือนมีด มีรากเง้า(รากเง้าของปัญหาที่แท้จริง)เป็นสายโยนใยอยู่ใต้ดินนั้น รากเง้าสายหนึ่งๆ มีต้นหญ้าคาหลายต้น

การที่จะเดินผ่าดงหญ้าคาไป จนแล้วจนรอดคนๆ นี้คงบาดเจ็บมีแต่รอยบาดของหญ้าเลือดคงอาบกายเป็นแน่ เขาเลยใช้เครื่องตัดหญ้า (เครื่องแบบเหวี่ยงซ้ายขาว) เหวี่ยงเปิดทางแล้วเดินไป

บ้างคนเดินผ่าดงหญ้าไม่ตงไม่ตัด ผ่าไปไม่สนใจใคร สุดท้ายเขาก็โดนบาดเหลือแต่กระดูก(งมปัญหา แก้ไม่ได้ เป็นการฆ่าตัวตาย)

หญ้าคา(ปัญหาที่มองเห็นด้วยตา)ที่ถูกตัดจนขาดแต่ไม่ตายนั่นก็ยังคงงอกเหมือนเดิม หรืองอกเยอะขึ้นมากกว่าเดิม แน่นขึ้นหนาขึ้น รากเง้าก็ยังคงเจริญเติบโตภายดินนั่นเองโดยที่คนๆ นี้ไม่รู้เลย มันก็ยิ่งพันกันอีลุงตุงนังหนักขึ้น

หากมีคนที่ต้องการเดินตามคนๆ นี้คงเดินตามมาด้วยไม่ได้เพราะหญ้าได้งอกปิดทางของเขาไปเสียแล้ว หากเดินลุยต่อไปคงเจ็บเสียเลือดไม่น้อย และไม่มีความสุข

การจะจัดการหญ้าคาให้สิ้นซากต้องขุดเท่านั้น ชุดให้ถึงรากถึงเง้าของมันแล้วดึงกระชากตัดทำลายให้หมด มันถึงจะไม่งอกอีก แต่จะขุดมันอย่างไร เอามือขุดรึ? (อย่าเอาตัวพุ่งเข้าชนกับปัญหา)

พระพุทธเจ้าได้ชี้แนวทางและให้เครื่องมือล้ำค่าไว้แล้ว...มันก็คือ"การภาวนา"

การภาวนาเหมือนเครื่องมือชิ้นเยี่ยมที่ใครๆ ก็รู้จัก ถ้าเทียบการภาวนาเป็น "จอบเสียม" ถามเด็กอนุบาลก็รู้จักว่า จอบเสียมและใช้มันอย่างไง?

มันเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่ง่าย...

หากเด็ก(คนที่ไม่ค่อยภาวนาไม่มีปฏิบัติ)เทียบกับผู้ใหญ่(ผู้ชำนาญภาวนาปฏิบัติถึงแก่น) กำลังย่อมไม่เท่ากัน และแรงขุดด้วยจอบไม่เท่ากัน ไหนจะท่าทางกันจับอีกล่ะ บ้างคนเอามือซ้ายจับก่อน บ้างคนถนัดขวา บ้างคนมือเดียว (ท่าทางการภาวนาตามถนัดนั้นไม่เหมือนกัน ใช้ด้วยกันไม่ได้ การกำหนดก็ไม่เหมือนกันแล้วแต่คน จะนั่งบ้าง เดินบ้างบังคับกันไม่ได้)

เมื่อรู้หลักการใช้จอบเสียม(ภาวนา) ก็ลงมือขุดรากถอนเง้าหญ้าคา(ปัญหาที่แท้จริง) นี้เสียให้สิ้น มันจะเกิดช่องทางขึ้นให้เขาเดินต่อไปได้อย่างปลอดภัย ลูกเมียสามีเพื่อนฝูงญาติ ก็สามารถเดินตามทางนั้นได้อย่างสบายใจและเป็๋นสุข

บ้างคนได้เครื่องมือนี้แต่ไม่มีใครสอนเขา ไม่มีการฝึก จับจอบเสียบ(ภาวนา)ไม่มั่น ก็เหวี่ยงเครื่องมือนั้น ลอยหายไปในดงหญ้า จนใจเลิกพอ ไม่เอาอีกแล้ว แล้วนอนให้หญ้าคานั้นงอกฝังร่างไป (เลิกเพราะยาก ขี้เกียจ ท้อแท้)

แต่เทียบอีกคนที่จับมั่น ลงมือ ไม่ย้อท้อ วันละนิดวันละหน่อย ทางก็ย่อมสวยงามขึ้น จนผู้คนก็อยากจะเดินทางตามมีการปูกระเบื้องทองคำที่สวยงาม ปลายทางของคนๆ นั้นย่อมสำเร็จแน่นอน (ทางเดินของพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติมา มีโยมน้อมรับไปปฏิบัติดำเนินชีวิต) จนสุดท้ายปลายทางอาจจะเป็นพระทองคำก็ได้

บ้างครั้งระหว่างขุดก็อาจจะเจอหัวเผือกหัวมัน หรือแร่ทองบ้างก็ไม่แปลก (ผู้มีทาน ศีล ภาวนาไม่มีวันอดตายนั้นเอง)

พิจารณาปริศนาหญ้าคานี้จบ...ผมตะโกนในใจดังลั่นว่า "ปัญหาในโลกขี้กระจิ๋วจริงๆ!!"

8. ความฝันแปลกๆ (แต่อาจจะฝันจริงๆ ไม่ควรเชื่อ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

8.1 ดินแดนทดสอบความเป็นพระ
ช่วงบวชใหม่ๆ ผมพักกลางวัน แล้วฝันว่า...

ผมซึงเป็นพระ กำลังเดินขึ้นไปตามเขาถนนดินลูกรังแดง ข้างถนนซ้ายมือมีต้นไม้สูงใหญ่ สูงเทียบเมฆ ไม่มีกิ่งไม่มีก้านไม่มีใบ ข้างขวาเป็นเนินดินมีเครื่องบริขารต่างๆ บาตร จีวร วางระเกะระกะ เห็นพระจำนวนมาก กำลังเดินขึ้นไปเหมือนกัน บ้างห่มเหลือแต่สบง อังสะบ้าง ไม่มีบาตรบ้าง เพราะพวกเขาวางมันไว้ระหว่างทางนั้นเอง พระบางรูปก็เดินไม่มองทางชนต้นไม้บ้าง เดินขึ้นต้นไม้บ้าง(แบบนินจาเดินผนัง) แล้วก็หล่นตุบลงมา นอนดิ้นกับพื้นแล้วยังเดินขึ้นต้มไม้นั้นอีก

ผมก็เดินไปเรื่อยๆ เห็นอาคารหลังหนึ่ง เรื่อนไม้(ถ้าจำไม่ผิด) มีประตูบานหนึ่งมีคนคุม มีพระกำลังเดินเข้าแถวเข้าอาคารหลังนั้นผมก็ต่อแถวเขาไปเรื่อยๆ ถึงคิวผมเข้าประตู ตรงหน้าเขามีกระดานหินสีน้ำตาลแดงมีลายธรรมจักรสีทองอยู่ข้างใน เขาให้ผมเขียนชื่อฉายาลงไป พอผมเขียนเสร็จชื่อก็จางหายลงไปในหินนั้น

เขาให้ผมเดินเข้าไปในอาคาร ห้องแรกที่ผมเห็นคือ ห้องอาหารนานาชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หลากตาไปหมด วางบนโต๊ะตรงกลางห้องยาวมาก มีพระยืนฉันบ้าง พระยืนบ้าง หยิบกินมูมมามบ้าง เก็บใส่จีวรบ้าง เยอะเหมือนกันแต่ผมก็เดินมองๆ แล้วก็ผ่านห้องนั้นไป

ห้องต่อไปเป็นห้องที่มีเครื่องบริขารวิจิตร บาตรทอง บาตรเพชร จีวรทอง มีพระบ้างรูปก็จับต้อง มาห่มบ้างมาใส่บ้าง มีพระห้องนี้พอสมควร แต่ผมก็เดินผ่านห้องนั้นไป

ห้องต่อไปมีเครื่องเล่นเสียง คาราโอเกะ ตู้เกมส์ ทีวี มือถือ โทรศัพท์ เงิน ทอง ห้องนั่งเดิน มีพระวุ่นวายพวกนี้บ้างเหมือนกันผมเดินไปมีโต๊ะมันขวางทางประตูอยู่เลยยกมันออก

ห้องต่อไปเป็นห้องที่มีแค่ควันธูป มีศาลนั่นศาลนี่มากมายในห้องเดียวกัน แต่อันนี้แปลกมีโยมมากราบไหว้ศาลเหล่านั้นกันใหญ่ มีพระบางนิดหน่อย ผมก็เดินผ่านมันไป

ห้องต่อไป ไม่มีอะไร มีแต่ทางเดินบันไดลงไป เห็นมีห้องอยู่ หน้าประตูด้านล่างมีรองเท้าสีชมพูวางเรียงเป็นแถวหลายคู่มีเสียงกรี๊ดกร๊าดจากด้านล่างนั้นเอง ผมก็เดินผ่านไป

ห้องสุดท้าย สิ่งที่ผมเห็น คือพระเต้นรำ ใส่จีวรหลากสี ร้องเพลงบ้าง นอนก่ายกันพอ นอนพื้นกลิ้งไปกลิ้งมา เล่นเครื่องดนตรีบ้าง แล้วผมก็ตื่นแบบงงๆ 

ฝันอะไรวะ...

พอตกดึก ฝันแบบเดิมครับ แต่หลังจากหลังสุดท้าย รู้สึกว่าตัวเองนั้นดันประตูออก แล้วเจอโลกภายนอกที่มีตึกราบ้านช่องสูงไปหมด เสียงรถยนต์วิ่งคับคั่ง มีคนโบกมือเรียกผมที่เป็นพระ อ่อ...นั่นป้า ย่า พ่อ แม่ น้อง ญาติโหติกาผมเอง รู้สึกอีกทีก็นั่งรถตู้กลับบ้านในชุดขาวเสียแล้ว...

จนถึงวันสึกถึงเข้าใจว่า เราเป็นพระไม่ได้ เพราะพระสมัยนี้กิเลสหนาไม่มีธรรมไม่มีวินัยไม่มีข้อปฏิบัติ ศาสนาเลยวิบัติได้ขนาดนี้ เรามันอดเห็นไม่ได้เลยออกเป็นคนธรรมดาดีกว่านี่เอง...หรืออีกนัยหนึ่งบารมีเป็นพระยังไม่พอนี่เอง ให้ไปสะสมยิ่งกว่านี้อีก ไม่แน่ประตูสุดท้ายอาจจะไม่ใช่โลกภายนอกก็ได้...

8.2 พระขายเกี้ยว
ช่วงหลังก่อนออกพรรษาไม่นาน ผมก็ฝันอีก...

คราวนี้ผม ก็ยังเป็นพระอยู่ห่มครอง(ออกจากวัดต้องห่มแบบครองคือปิดไหล่ทั้ง 2 ข้าง) ยืนอยู่ข้างถนนสายหนึ่งกับพระอีกรูปหนึ่ง ยินดีข่าวแววๆ มาว่ามีพระทำอาชีพอะไรซักอย่างแล้วดังมาก...เลยมายื่นดู

นั่นไง มานั่นแล้ว เป็นพระหัวโล้นๆ 3-4 รูปใส่แต่อังสะ กับสบงแค่นั้น (ออกข้างนอกใส่แบบนี้ไม่ได้ผิดวินัย) เข็นรถขายของซึ่งมันก็คือเกี๊ยว น้ำต้มร้อนๆ แต่เห็นก้อนดำๆ ลอยในหม้อผมก็คิดว่า น้ำชุบถ่านเรอะไง ได้แต่มอง แล้วเขาก็เข็นรถผ่านไป

มีอีกกลุ่ม เหมือนกันเลยรอบนี้ขายสลิม...อืม พระขายเกี๊ยวไม่พอ ขายสลิมด้วย...

พอพระเหล่านั้นเข็นมาตรงหน้าผม พระข้างๆ เราก็พูดว่า "เอาสลิมถ้วย...!" พระที่ขายสลิมก็ถามกลับมาว่า "ท่านมีตังด้วยหรือ...?" น่าน...เอาแล้วไง พระมีตังด้วย(พระไม่ควรรับเงินรับทองรับซองใดๆ ทั้งสิ้น นี่แหละพระดี วินัยว่าแบบนั้น)

ผมพิจารณาตรงนั้นซักพักเลยถามพระที่ขายสลิมด้วยความสงสัยว่า

"ทำไมท่านมาขายของแบบนี้ เป็นพระไม่ควรทำ..."

"ก็ไม่มีครูบาอาจารย์สั่งสอนเขาเลย...เราไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ได้แต่หากินไปวันๆ...ธรรมใดๆ เราก็ไม่รู้"

ผมเลยบอกไปว่า

"ธรรมอยู่แค่ปลายจมูก ดูลมหายใจเข้าออกก็พอแล้ว..." สิ่งที่ผมได้จากพระเหล่านั้นคือ...

"สาธุ...!!(ดีแล้ว ชอบแล้ว)"เสียงดังสนั่น

แล้วผมก็ตื่น ไปเล่าให้หลวงตาฟัง หลวงตาว่าอาจจะเป็นศาสนาในอนาคต ที่พระต้องมาหากิน พระพุทธเจ้ายังทำนายว่า "ผ้าเหลืองน้อยห้อยหู" หมายถึง มีผ้าเหลืองห้อยหูเล็กนิดเดียวก็เรียกว่าพระแล้ว ศาสนาพุทธเสื่อมได้ขนาดนั้น

ส่วนครูบาอีกท่านก็บอกว่าอาจจะเป็นเทวดามาขอฟังธรรมทดสอบเรา เพราะเทวดาสาธุการเป็น...

**พอแต่เพียงเท่านี้ นี่เพียงส่วนเดียวเท่านั้นอยากรู้อยากเห็นให้มาถามกับตัวผมเอง...

=======================================================

 ช่วงหลัง...ก่อนสึกถึงหลังสึก

แรกตั้งใจว่า จะสึกออกพรรษา แต่ก็ต้องยาวจนกฐิน เพราะแม่ขอร้องไว้ บอกว่าจะเป็นพระที่สมบูรณ์ต้องอยู่ถึงกฐิน...ไม่ใช่ล่ะ ประเพณีความเชื่อไหนอีกเนี่ย...(ประเพณีที่ไม่รู้อะไรอีกแล้ว)

เหตุที่เขาให้พระใหม่บวชจนถึงกระกฐินเพราะพระในวัดมีไม่พอรับกฐิน(การรับกฐินได้ต้องมีพระจำพรรษาในวัด 5 รูปขึ้นไป) สึกก่อน แล้วจะรับกฐินยังไง เอ้ย! อยู่ก่อน...วัดไหนมีพระไม่ถึง ทำได้แต่ผ้าป่านะครับ

วันกฐินงานบุญที่เหมือนจะไม่ได้บุญ...

กฐิน หมายถึง การนำผ้าถวายแก่สงฆ์ที่จำครบพรรษาและเห็นว่าพระนั่นใช้ผ้าเก่า เลยเต็มใจถวาย นี่แหละบุญ บุญจะยิ่งๆ ถ้าผ้านั่นเป็นผ้าบังสุกุล(ผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว) ผ้าขนาดเพียงแค่ตัด สบง จีวร ก็สามารถทำเป็นกฐินได้ 

กฐิน ไม่ได้หมายถึง ซอง โรงทาน เงิน ทอง!! เข้าใจให้ถูกต้อง

แต่กระแสยุคมันเปลี่ยนไป ยุคสมัยกำลังกินศาสนาที่ดีงามซินะ...(น่าเศร้าใจ)

หลวงปู่ยังเทศว่า "กฐิน มองกันแต่ยอด ไม่มองต้นกันมั้งเลยรึ" หมายถึงมองแต่ยอดเงิน ไม่มองต้นสายบุญที่แท้จริง มองแต่ยอดเงินว่าวัดนั้นวัดนี้มีเงินเท่านั้นเท่านี้ มีคนไปเท่านั้นเท่านี้ มีพระเยอะเท่านั้นเท่านี้ บุญไม่ได้อยู่ตรงนั้น

บุญอยู่ตรงไหน...บุญเกิดขึ้นที่ใจ เพียงเราน้อม มีใจสงบ มีใจอิ่มเอิบ นี่แหละบุญ!!

ผมเป็นพระมาทำวัตรเช้าที่มีโยมเดินไปเดินมาเต็มวัดไปหมดในวันกฐิน นี่่น่ะเรอะ งานบุญวุ่นวายดีแท้น้อ...(โยมอยากมีกฐินก็สาธุด้วย แต่พระในวัดไม่อยากมีกฐินเพราะมันวุ่นวาย เตรียมงานเป็นเดือนๆ ไม่มีเวลาภาวนา พระจะทะเลาะกันเพราะเตรียมงานนี่แหละ ผมก็เบื่อๆ เหมือนกัน เหอๆ)

แล้วก็จบกฐิน ผมก็ว่าจะลาหลวงปู่สึก แต่ก็ไม่ได้พูดเพราะไม่กล้า (ก็มีคนบอกบางครั้งไปขอแล้วไม่ให้สึก จะทำไง...) วันสุดท้ายหลวงปู่เดินทางกลับวัดเดิม (วัดที่ผมอยู่เป็นวัดสาขาที่จันทบุรี) ท่านก็ยืนมองแล้วก็พูดว่า...

"เอ้า...จะไปจะอยู่ก็ตามสบายนะ..." สรุปท่านรู้ ผมก็เลยไป (ไปสึกล่ะครับ เหอๆ)

แต่ผมจะจำคำสอนของหลวงปู่ไว้ ในวันที่ท่านมาเทศที่วัดก่อนวันกฐินนี้...

"บวชเป็นพระ แล้วยังจะสึกไปเป็นลูกเขยชาวบ้าน ไปกราบไปไหว้เขา ให้เขากราบไหว้ไม่ชอบ เสียศักศรีดิ์ไหม!! ฟังไว้เลยนะไอ้ทิดทั้งหลาย และพระที่จะสึกออกไปเป็นทิด...!! เป็นไงล่ะใจหวิวเลยซิ " (พอดีมีไอ้ทิดนั่งฟังอยู่ข้างล่าง มันดันพาเมียท้องโย้มาด้วย พระที่จะสึกนั่งข้างบนเลยซวยตามระเบียบ คือจะสึกไปอีก 2 หนึ่งในนั้นก็ผมเอง อีกหนึ่งมันมีลูกมีเมียโตแล้ว ถามว่าผมหวิวไหม ไม่ครับ เพราะผมไม่ได้สึกไปหาเมียนี้น่า...) อันนี้เรียกว่าเทศหนักครับ...

เทศอีกวันตี 4 

"ศาสนาอยู่ไหน ศาสนาอยู่ที่ใจ สมาธิเป็นหลัก ภาวนาเป็นแก่น อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ถ้ามีข้อปฏิบัติ ดำรงค์ทาน ศีล ภาวนา อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้" เทศอันนี้เบาและอ่อนโยนมาก เหมือนกับว่าท่านได้มานั่งสอนข้างหน้าผม (ผมพรรษาน้อยสุด นั่งหลังสุด) ผมสาธุในใจแล้วจะนำไปปฏิบัติ...

หลังกฐิน 2 วันผมก็ลาไปสึก...

====================================================

เป็นพระไปโปรดย่า... และย่าก็โปรดไอ้ทิด

วันแรก -----------------------------------------------------------------------------------------

ไปถึงผมก็เทศให้โยมย่าที่โยมป้าดูแล แล้วบอกว่าหูเขาไม่ได้ยินแล้ว ความจำเสื่อมเลอะเลือนแล้ว ช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว แต่เดินใส่บาตรได้ (เมื่อก่อนเดินไม่ได้) 

ได้ยินจากแม่ผมว่า เขาฝันจะใส่บาตรทุกวัน แต่ป้าผมไม่ยอมให้ใส่เพราะเป็นห่วง(ห่วงที่เกินไป...)

โยมย่าบอกว่า "ท่าน หูฉันไม่ได้ยินเลย"

พระคนนี้ก็เทศว่า

"ในเมื่อหูมันไม่ได้ยิน... ก็ใช้ใจฟังแทนหู... ร่างกายก็แก่มากแล้ว อายุก็ 80 กว่า แล้วสมองมันก็เสื่อมเป็นธรรมดา ตั้งแต่เกิดว่า เด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ แก่ชรา กว่าจะรู้ว่าสมองเสื่อมไปเยอะก็แก่แล้ว มันก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ร่างกายนี้ก็เหี่ยวย่นไปหมด เรามีความแก่เป็นธรรมดา เราจะหนีความแก่ไปไม่ได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา เราจะหนีความตายไปไม่ได้ ร่างกายมันเป็นของโลกเราเอาไปไม่ได้ ลูกหลานก็ไม่ต้องไปสนใจแล้ว เพราะเขาไม่มาดูแล ไม่มาเยี่ยมแล้ว มองนะ...มองร่างกายที่เรากำลังจะทิ้ง ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ของโลกทั้งนั้น เราเอาไปไม่ได้ มองตัวเองไว้...บุญจะเกิด ทำให้ใจสงบ ดูลมหายใจไว้นะ พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ใครต้องไปสวรรค์ไปนรก แต่ "กรรม(การกระทำ)" ต่างหากถึงผู้ตัดสิน การกระทำของเราทั้งนั้น...กรรมเป็นแดนเกิด กรรมเป็นผู้ติดตาม กรรมเป็นผู้ให้ผล เรามีกรรมเป็นของตน"

อกของพระก็สั่นไปหมด ก่อนน้ำใสๆ จะไหลออกตาทั้ง 2 ข้าง ผมก็ก้มหน้าลง นี่เราร้องไห้ทำไม เพราะผมดีใจนั่นเอง และปลื้มใจที่เห็นย่ามีความสุข เขายิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขที่ได้เห็นพระ ได้ไหว้พระ ใบหน้าเขาอิ่มและสว่างมากกว่าทุกครั้ง...เวลาของย่าก็เหลือน้อยแล้ว ผมรักย่ามาก ไม่นานท่านก็ไปจากเราแล้ว...

แต่ป้าผมโปรดไม่ได้ เพราะเขาหาว่าพระเคร่ง ทำอะไรก็ไม่ได้ นิมนต์ก็ไม่ได้ ไปใส่บาตรก็ไม่ทัน เขาทำไม่ถูก (พระไม่ได้เคร่ง แต่ทำตามวินัย ตามข้อปฏิบัติ แต่วัดอื่นเขาหย่อนกันเอง และที่ทำไม่ถูก ใช่เขาทำบุญมาแบบไม่ถูกไม่ควร งมงาย เชื่อผี ถ้าใจเป็นบุญ ต่อให้ยากแค่นั้นก็ทำบุญได้ ใจไม่เป็นบุญทำทานใส่บาตรเป็นพันบาตรก็ไม่ได้บุญ แต่ใจเป็นบุญใส่บาตรแม้ข้าวเมล็ดเดียวก็บุญมหาศาล แต่ผมก็ไม่ได้พูด) สุดท้ายผมก็บอก "พิจารณาเอา..."

แต่ก็ไม่ได้สึกเพราะป้าอยากให้ไปสึกวันพฤหัสบดี เพราะไปดูฤกษ์มา...

พระ พุทธเจ้า สอนไว้ อย่างมงาย อย่าหลงเชื่อเพราะไม่รู้จริง(อวิชา) ไม่ให้ดูฤกษ์ดูยาม คนจะเจริญ จะดีได้ไม่ได้อยู่ที่ฤกษ์ อยู่ที่ศีล ดูอย่างคนจะแต่งงานกันซิดูฤกษ์ดูยามซะดี สุดท้ายก็หย่ากัน เพราะไม่ดูตัวเองก่อน โทษแต่คนอื่นๆ ผัวโทษเมีย เมียโทษผัวสุดท้ายก็หย่า มันอยู่ที่คนจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ฤกษ์นะ...อย่างมงาย

บางคนไปเปลี่ยนชื่อ เดี๋ยวดีๆ ปรากฏว่าเป็นบ้าโรคประสาท ชื่อก็แค่นามของโลก เราไม่ได้เอามันไปด้วย แม้กายก็ของโลกเราก็เอาไปด้วยไม่ได้ ทรัพย์สมบัติก็ของโลกเราก็เอาไปไม่ได้

(ยังไม่ได้ให้คำตอบเรื่องจะอยู่ต่อรึไม่ แต่พิจารณาแล้วเราจะมุ่งชนะเพื่อดัดความงมงายของป้าก็ไม่ได้ประโยนช์ ผมเลยมาเอาชนะตนเองที่ใจมันอยากสึก พยายามข่มมันไว้ให้สงบเรียบให้ได้...ชนะตัวเองนี่แหละดี)

เลยตัดสินใจอยู่ต่ออีก 3 วัน...

ผมไปพักอีก 3 วันที่วัดใกล้บ้านย่าเพื่อไปโปรดอีก 2 วัน...ก่อนพิจารณาเรื่องโยมป้าที่ทำไมโปรดไม่ได้ มืดมนไปหมด ก็แจ้งในเช้าวันหนึ่งว่า

เหตุเพราะมนุษย์ทุกคนมีความกลัวเป็นธรรมดา มีความสับสนวุ่นวาย ไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยว หลงทาง มืด เมื่อเขาเจอสิ่งที่ยึดเหนี่ยวได้ ศรัทธาได้ สิ่งนั้นทำให้เขารู้ เขาเห็น เขาก็เชื่ออย่างปักใจ งมงาย โดยไม่ได้พิจารณาว่าสิ่งนี้ควรไหม สิ่งที่ควรไปอยู่ในสิ่งที่ไม่ควร ก็ผิด ต้องเอาสิ่งที่ควรอยู่ในสิ่งที่ควร จึงจะเรียกว่าถูกที่แท้จริง...

การจะเปลี่ยนความเชื่อให้ถูกทาง เราต้องค่อยๆ ทำให้เขาเห็น ให้เขารู้ใหม่ในเรื่องที่ถูกต้องด้วยการปฏิบัติ โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรง ฉุดกระฉาก หรือไม่ต้องใช้ปากบอกด้วยซ้ำไป

พิจารณาไปถึงอดีต มีเหตุมีกรรมหลายจากของป้าทำให้เขาต้องเป็นผู้ชนะ และผู้ชนะ ชนะคนอื่นตลอดจนเป็นทิฐิมานะสุดโต่ง ผมเลยบอกโยมแม่ที่มากราบขอร้องให้อยู่ต่ออีก 2 วันที่วัดว่า...

"เมื่อไรจะชนะตัวเองเสียที เอาแต่ชนะคนอื่น ไม่มองตนเองให้เห็นกิเลส กิเลสมันตัวโตยิ่งกว่าจักรวาล แต่ทำไมถึงไม่เห็นหางกิเลสมันซะที เมื่อไรจะสว่าง" แม่ผมก็ประนมไหว้ผมที่เป็นพระ "ท่านโปรดป้าเขาเถอะอีก 2 วันจะได้สว่างเสียที" พ่อก็บอกว่า "สว่างแม้แสงหิ่งห้อยก็ยังดี"

"งั้นให้โยมแม่ เป็นคนเตรียมอาหารให้ย่าใส่บาตร อย่าให้ป้าเขามาวุ่นวาย จะได้ไม่มีข้ออ้างกับพระอีก ว่าทำให้เขาวุ่นวาย ไม่ได้บุญอีก" ผมบอก เพราะยอมเรื่องฤกษ์ของเขาแล้ว 1 ครั้งเพราะจะได้ไม่ข้ออ้างทีหลังนั้นเอง

วันที่ 2 -----------------------------------------------------------------------------------

วันรุ่งขึ้นพ่อผมพาย่ามาเที่ยวที่วัด เพราะเขาอยากมาเที่ยว...

ย่าผมพูดว่า...

"ฉันก็แก่มากแล้ว...ร่างกายก็เหี่ยวหมด"

"ไม่รู้จะตายเมื่อไร...ทุกวันก็ดูตัวเองแก่ลงๆ"

"เดียวตายก็จะได้เดินทางต่อเสียที..." (เดินทางต่อ คงหมายถึงจะไปเกิดอีก)

 ปรากฏคนแก่หูไม่ได้ยินกลับตอบถูกหมดที่ผมเทศไปเมื่อวาน...!! "ถูกต้องแล้ว" ผมบอก

สรุป 2 วัน ป้าผมไม่พูดไม่บ่นซักคำ โยมป้าก็ยิ้มออกซักที...

วันที่ 4 ---------------------------------------------------------------------------------------

ผมสึกวันที่ 22 ต.ค 52 เวลา ตี 4 กลับมาผ้าขาว...ทำบุญเลี้ยงพระ ก่อนไปกราบย่า ผมก็นั่งคุยกับย่าตลอด พยายามกุ้มมือเขา มือที่เหี่ยวย่นตามความแก่ชราของหญิงวัย 87 ปี ที่ป้าผมบอกว่าพูดอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว...

"เนี่ยหลาน...นี่พระ ดีใจ...บวชเป็นพระ"

"เวลาใครโกรธ ก็อย่าไปโกรธเขา ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่นะ"

"รักพ่อรักแม่ให้มากๆ นะ เวลาเจอคนเฒ่าคนแก่ก็หาข้าวหาน้ำหาปลาให้เขากิน..."

"อยู่วัดนะ จะได้มีศีลมีพร ได้บุญ เดี๋ยวก็ได้เป็นเจ้าคนนายคนแล้ว"

"นี่ไม่ได้เรียนหนังสือนะ แต่ย่าก็พูดได้นะ นี่สอนนะ ฟังไว้หละ" นี่เป็นคำทั้งหมดที่ผมนั่งฟังอยู่คนเดียวข้างๆ ท่าน คำจากคนแก่ไม่รู้เรื่องรู้ราวที่ป้าผมบอกมาอย่างงั้น หูตึง แต่ผมว่าไม่ใช่เลย คนพูดไม่รู้เรื่อง จะพูดคำแบบนี้ออกมารึ...

"ย่าก็สอนผมมาแต่เด็กแล้วไม่ใช่รึ สอนผมได้อยู่แล้ว..." ผมในคราบทิดก็บอก

"เป็นครูที่ลำบากเนอะ..." (ย่าผมเขาเล่นมุขด้วย เหอๆ)

"หลานคนนี้ดีนะ...คนดีมีแต่ความเจริญ เขารักย่ามากเลย แล้วย่าก็รักเขาด้วย เวลาเขามาเยี่ยมก็มากอดมาจับ ย่ารักหลานคนนี้จริงๆ " (เวลานี้ผมจับมือท่านตลอด เพราะกลัวว่ามือจะเย็น แต่มันไม่ใช่เลย มือท่านอบอุ่นมีน้ำมีเหงือเหมือนคนไม่แก่แม้แต่น้อย ท่านก็บีบมือผมด้วย)

สุดท้ายก็ลุกขึ้น ผมจะพยุงท่านขึ้น มือผมก็ยื่นให้ท่านจับท่านก็ซ้ำคำเดิมที่สอนมา...

"ขอให้เจริญๆ น้า หลาน"

"หือ...ร้องไห้ทำไมล่ะ ลูก ไม่ต้องร้องนะ..."

ท่านเห็นน้ำตาที่ไหลมาจากตาของผมที่กลั้นไว้ไม่อยู่...ท่านก็พยายามปลอบผม สุดท้ายก็ส่งท่านกลับไปบ้าน  ผมก็ยังไปบ้านย่าด้วยก็ไปนั่งกับท่าน ฟังท่าน หลายๆ สิ่งท่านนึกออกจำได้ พูดได้ เดินได้ พูดด้วยเบาๆ ก็ได้ยิน นี่ซินะ ใจเป็นหูพูดด้วยใจ สื่อสารกันได้น่าประหลาดใจจริงๆ...

ผมกลับมาวัดเดิมที่จำพรรษา เล่าให้หลวงตาฟัง นี่แหละอำนาจบุญกุศลส่งถึงแล้ว...

 

ก็ขอจบด้วยประการล่ะฉะนี้แล...

 

 

=======================================

ยาวมาก...ถ้าอ่านหมดแล้วเข้าใจก็สาธุอนุโมธนาบุญทุกท่าน...และนี่ก็บันทึกของผมเอาไว้ เตือนตนเองด้วย หลังจากนี้จะพยายามอัพ How to งานเขียนต่างๆ ตามปกติครับ สวัสดีครับ...

พิมพ์ผิดมากก็ขออภัย มันยาวมึนล่ะไว้ตรวจทีหลัง พิมพ์ซะทั้งวัน

อ่านแล้วท่านจะเชื่อแค่ไหนก็แล้วแต่ พิจารณาเอานะครับ...

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สาธุท่านผู้เจริญ....ขออนุโมทนาในกุศลผลบุญที่ท่านได้ตั้งจิตให้อยู่ในกุศล เผยแผ่ธรรมมะที่ได้จากปัญญาของท่าน และสร้างความสงบสุขในจิตใจของผู้อ่านทุกท่าน

ขอบุญกุศลจงดลบันดาลให้ชีวิตภายภาคหน้าของท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไป

ด้วยความนับถืออย่างสูง
วิรุฬห์บัณฑิต
มีคนมาให้พร สาธุครับ ขอบคุณมากๆ

#2 By ปีกนกบูรพา on 2009-10-27 16:10

สาธุด้วยครับ อ่านไปเข้าใจธรรมไป

อยากบวชบ้างจัง กิเลสในใจตอนนี้เยอะเหลือเกิน....

#3 By suebue on 2009-10-27 17:00

สุดยอด เปลี่ยนไปเลยแฮะ อนุโมทนาบุญด้วค่ะ

เอนทรี่นี้มีสาระนะ!!Hot! Hot! นี่แน่ะ ให้ดาวซะเลย
อ่านแล้วรู้สึกดีมากค่ะ ^^ ได้ข้อคิดอะไรเยอะเลยพี่นก

รู้สึกว่าพี่ได้กำไรชีวิตจริงๆ น่ะล่ะ


รักษาความดีไว้น้อ

สู้ๆ !

#5 By Milana (มิลานะ) on 2009-10-27 19:25

สาธุ
ชอบตอนที่พูดถึงข้อคิดโดยเฉพาะเรื่องดงหญ้าคา
อ่านแล้วได้คิดตาม เป็นอะไรที่ดีจริงๆ Hot!

#6 By toma on 2009-10-27 20:21

สาธุ big smile Hot!

#7 By b-padung Studio on 2009-10-27 23:27

สรุปที่ทำกันมาจะเรียกว่าประเพณีที่ไม่รู้อะไรเลย ทำตามจนกลายเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสียแล้ว ไม่มีความสงบเรียบร้อย

+1 ครับ หึหึหึหึ Hot!
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!


สาธุ อนุโมทนาฮะ
"ธรรมะ มีอยู่เกลื่อนไปหมด แต่จะเห็นหรือไม่อยู่ที่ใจเรา"

#9 By B-rz on 2009-10-28 02:04

"ธรรมะ มีอยู่เกลื่อนไปหมด แต่จะเห็นหรือไม่อยู่ที่ใจเรา"

ถูกต้องแล้ว...

#10 By ปีกนกบูรพา on 2009-10-28 06:00

อ๊ะ สึกออกมาแล้วเหรอครับ

ไปยาวเหมือนกันนิ

#11 By Thor001 on 2009-10-28 18:45

Favourites